Author Topic: ยา-สารเคมีที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ....ตอนที่2....  (Read 4520 times)

Katangtong

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • Posts: 15
  • ทำในสิ่งที่รัก คือ อิสระ........รักในสิ่งที่ทำ คือ ความสุข
    • View Profile
....วัสดุปูน....
วัสดุปูนที่มีการใช้กันในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในปัจจุบัน สามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ตามองค์ประกอบหลักของเนื้อปูนได้ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคาร์บอเนต กลุ่มออกไซด์ และไฮดรอกไซด์ ซึ่งปูนแต่ละกลุ่มจะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวบางอย่างที่แตกต่างกันไป ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องพิจารณานำมาใช้ให้เหมาะสม และเลือกใช้ให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการ
1. กลุ่มคาร์บอเนต ปูนกลุ่มนี้รู้จักกันทั่วไป เรียกว่า ดิบ หินปูนบด หรือปูนเปลือกหอยบดโดยไม่ได้ผ่านกระบวนเผาหรือพรมน้ำ ได้แก่
- ปูนแคลไซท์ หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ได้จากการนำหินปูน และเปลือกหอยที่มี CaCO3) เป็นองค์ประกอบหลักมาบดให้ละเอียด โดยทั่วไปปูนกลุ่มนี้จะมีเปอร์เซ็นต์คาร์บอเนตอยู่ในช่วง 75-99 เปอร์เซ็นต์ขึ้นอยู่กับแหล่งที่นำมาผลิต
- ปูนมาร์ล (Marl) เป็นปูนที่มีองค์ประกอบของ CaCO3 กับพวกแร่ดินเหนียวและอินทรีย์สารผสม ปะปนกันอยู่ ทำให้จับตัวเป็นก้อนได้ง่าย เมื่อได้รับความชื้น ปูนชนิดนี้จะมีความบริสุทธิ์ของ CaCo3 ในเปอร์เซ็นต์ที่ต่ำกว่าปูนแคลไซท์ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีปริมาณดินเหนียวและอินทรีย์สารปะปนอยู่มากน้อยเพียงไร ถ้ามีผสมอยู่มากเปอร์เซ็นต์ของ CaCO3 ก็จะต่ำ
- ปูนโดโลไมท์ หรือ แคลเซียมแมกนีเซียม คาร์บอเนต (CaMg(CO3)2) เป็นปูนที่ได้จากนำหินที่มีองค์ประกอบของ (CaMg(CO3)2) มาบดละเอียดสำหรับปูนกลุ่มนี้เมื่อใส่ในน้ำจะให้ธาตุแมกนีเซียม (Mg2+) ซึ่งธาตุชนิดนี้แพลงก์ตอนพืชในน้ำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ ในการดำรงชีวิตได้ ดังนั้นในกรณีที่น้ำในบ่อใส การใช้ปูนโดโลไมท์จะมีผลช่วยเสริมในการทำสีน้ำได้
- อื่น ๆ เช่น ชอล์ค หินอ่อน ปะการัง ก็มีส่วนประกอบพวกคาร์บอเนต แต่ไม่คุ้มค่าที่จะนำมาใช้เชิงธุรกิจ
คุณสมบัติของปูนกลุ่มคาร์บอเนต
1. เป็นปูนที่มาจากแหล่งธรรมชาติ แล้วนำมาบดโดยไม่ผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อน
2. จะปรับค่าพีเอชให้เพิ่มขึ้นช้า ๆ จึงทำให้ค่าพีเอชคงอยู่ได้นาน
3. ช่วยเพิ่มค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้ของน้ำได้อย่างดี
4. เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วไปเกิดความร้อนหรือไม่ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น
5. มีความปลอดภัยต่อสัตว์น้ำ
6. เมื่อสัมผัสกับน้ำแล้วไม่ออกฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้
7. เมื่อได้รับความชื้นจะจับตัวเป็นก้อนได้ง่ายโดยเฉพาะปูนมาร์ล
2. กลุ่มอ๊อกไซด์ หรืออาจจะเรียกว่า "ปูนเผา" (burn lime หรือ Quick lime) ปูนกลุ่มนี้ได้แก่ แคลเซียมอ๊อกไซด์ (CaO) และแมกซีเซียมอ๊อกไซด์ (MgO) ซึ่งได้จากการนำหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่มีองค์ประกอบของ CO3 เป็นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูงประมาณ 600-900 องศาเซลเซียส แล้วนำมาบดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ
600 - 900 oC
ปูนคาร์บอเนต ปูนอ๊อกไซด์เผา
คุณสมบัติของปูนกลุ่มอ๊อกไซด์
1. จะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดเหมาะสมที่จะใช้แก้ปัยหาดินเป็นกรดมากที่สุด
2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้
3. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น
4. เมื่อสัมผัสกับน้ำ จะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง
5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตัวเป็นก้อน เนื่องจากผ่านกระบวนการให้ความร้อนสูง ซึ่งเป็นการทำลายโครงสร้างให้มีขนาดอนุภาคเล็กลง
3. กลุ่มไฮดรอกไซด์ ปูนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะเรียกรวม ๆ ว่า "ปูนขาว" (Slaked lime) ซึ่งได้แก่ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Mg(OH2)) ได้จากการนำหินปูนคาร์บอเนต หรือเปลือกหอยที่มีองค์ประกอบของคาร์บอเนตเป็นหลักมาเผาที่อุณหภูมิสูง แล้วพรมด้วยน้ำให้ชุ่ม ปูนจะแตกร่วนออกมาเอง ทำให้ประหยัดค่าบดและได้น้ำหนักเพิ่มขึ้น
ปูนอ๊อกไซด์ + น้ำ ปูนไฮดรอกไซด์
คุณสมบัติของปูนกลุ่มไฮดรอกไซด์
1. จะทำให้ค่าพีเอชเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าพวกคาร์บอเนตแต่น้อยกว่าปูนพวกอ๊อกไซด์
2. มีผลต่อค่าคาร์บอเนตอัลคาไลนิตี้น้อยกว่า
3. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะเกิดความร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำเพิ่มสูงขึ้น
4. เมื่อสัมผัสกับน้ำจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
5. เมื่อได้รับความชื้น จะไม่จับตัวกันเป็นก้อน
ประสิทธิภาพการทำลายกรดของวัสดุปูน
การทำงานของวัสดุปูนแต่ละชนิดจะมีประสิทธิภาพดีหรือไม่เพียงไรนั้นจะมีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องหลายประการด้วยกัน คือ
1. ชนิดของวัสดุปูน ปูนแต่ละชนิดจะมีอำนาจการทำลายกรดไม่เท่ากัน รายละเอียดดัง ตาราง
ชนิด ค่าการทำลายความเป็นกรด
หินปูนธรรมดา calcite (CaCO3)ปูนเผา (อ๊อกไซด์) Quick lime (CaO)ปูนขาว (ไฮดรอกไซด์) Slake lime (Ca(OH)2)หินปูนโดโลไมท์ Dolomite (CaMg(CO3)2) 100179136109
ค่าการทำลายกรดเทียมมาตรฐานจากอำนาจการทำลายกรดของ แคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์ (CaCO3) ซึ่งคิดเป็น 100%
ตัวอย่าง
เมื่อทราบว่าต้องใช้แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) จำนวน 320 กก/ไร่ ในการปรับค่าพีเอช ของดินจากพีเอช 5 มาเป็น 6.5 ถ้าต้องการใช้แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) แทนแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) สามารถคำนวณหาปริมาณแคลเซียมไฮดรอกไซด์ที่ต้องใช้ได้จาก
2. ขนาดเม็ดอนุภาคของวัสดุปูน
ประสิทธิภาพการทำงานของปูน นอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของปูนแล้ว ขนาดเม็ดปูนก็มีผลต่อการทำงานไม่น้อยเลยทีเดียว เม็ดปูนที่มีขนาดเล็กจะมีประสิทธิภาพการทำงานดีกว่าเม็ดปูนขนาดใหญ่ หน่วยมาตรฐานที่ใช้ในการวัดขนาดเม็ดปูนเรียกเป็น "เม็ช" (Mesh) ซึ่งหมายถึงขนาดรูตะแกรงร่อน เช่น 20 เม็ช หมายถึง ความถี่ของช่องตะแกรง 20 ช่องใน 1 นิ้ว
ขนาดเม็ดอนุภาค ประสิทธิภาพ (%)
ตาตะแกรง (เม็ช) ขนาด (มม.)
มากกว่า 6060 - 2020 - 8น้อยกว่า 8 เล็กกว่า 0.2500.250 - 0.8550.855 - 2.360ใหญ่กว่า 2.360 10060200
หมายเหตุ ปูนที่ดีควรมีความละเอียดในช่วง 20-100 ผสมกันจะใช้ได้ดีในการควบคุมค่าพีเอช
3. ชนิดเนื้อดินของบ่อเลี้ยง
เนื้อดินแต่ละชนิดจะมีค่าความเป็นกรดไม่เท่ากัน ยิ่งเนื้อดินมีความละเอียดมาก เช่น ดินเหนียว จะมีปริมาณความเป็นกรดในเนื้อดินสูง กว่าดินเนื้อหยาบ เนื่องจากดินที่ละเอียดสามารถดูดซับสารต่าง ๆ ไว้ในเนื้อดินได้มากกว่าดินเนื้อหยาบ ดังนั้นการใช้ปูนในการปรับค่าพีเอชจึงต้องพิจารณาเนื้อดินด้วย


....กลุ่มยาเตตร้าซัยคลิน (Tetracyclines)....
คุณสมบัติ
กลุ่มยาเตตราซัยคลินมีสูตรโครงสร้างหลักเป็นวงแหวนมีลักษณะเป็นผลึกสีเหลืองรสขมและละลายน้ำได้จำกัดที่มี pH เท่ากับ 7 ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์สูงสุดที่ pH ระหว่าง 5.5-6 ภายใต้อุณหภูมิและ pH ที่ไม่เหมาะสม ยากลุ่มเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวโดยการเกิดทั้ง degradation และ rearrangement ของสูตรโครงสร้างทำให้ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค นอกจากนี้ที่ pH ต่ำ (2.0-6.0) กลุ่มยานี้จะเกิด epimerization เกิดการสลายตัวอย่างรวดเร็วถ้า pH สูง กลุ่มยาเตตราซัยคลินจะเกิด isomerization ไปเป็นไอโซเตตราซัยคลิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งยาคลอเตตราซัยคลินจะเกิดการสลายตัวได้เร็วที่สุด จะเปลี่ยนเป็นไอโซคลอเตตราซัยคลินทันทีที่ pH 7.5 คุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของกลุ่มยาเตตราซัยคลินก็คือ สามารถที่จะรวมตัวกับอิออนของพวกไดวาเลนท์และไตรวาเลนท์ เป็นสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำ ถ้ายาเตตราซัยคลินเกิดการรวมตัวกับอิออนก่อนที่จะเกิดการสลายตัวในกระเพาะอาหารแล้วยาก็จะไม่มีการดูดซับเข้าสู่กระแสโลหิตเลย
กลไกการออกฤทธิ์
ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินเป็นยาต้านจุลชีพที่มีขอบเขตในการออกฤทธิ์อย่างกว้างขวางครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียทั้งแกรมบวกและลบ เชื้อ anaerobicbacteria, rickettsiae, chlamydiae, Mycoplasma, spiro-chetes และ protozoa บางชนิดการออกฤทธิ์โดยตัวยาไปจับกับสารแมกนีเซียมบนส่วนพลาสม่าเมมเบรนของแบคทีเรีย แล้วเข้าไปอยู่ในไซโตพลาสซึมของเซลล์และมีการรวมตัวกับส่วน 30s ของไรโบโซมในเซลล์ ซึ่งมีผลต่อการสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์นั้นๆ ยากลุ่มเตตราซัยคลินเป็น chelating agents ที่ดี ดังนั้นยากลุ่มนี้สามารถรวมตัวกับอิออนชนิดต่างๆ เช่น Ca หรือ Mg ในอาหารหรือรวมตัวกับอิออนในน้ำ ทำให้เสื่อมฤทธิ์ไปได้ง่าย ยาในกลุ่มเตตราซัยคลินที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำเท่าที่มีรายงานมี 3 ตัวคือ คลอเตตราซัยคลิน ออกซีเตตราซัยคลิน และออกซีซัยคลิน
นิยมให้ยาทางปากไม่ว่าจะผสมอาหารหรือป้อนยาให้กินโดยตรง ยาจะมีการดูดซึมหลังจากที่ยาผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้ คุณสมบัติทั้งทางเคมีและฟิสิกส์ของยาที่สัตว์ได้รับจะมีผลต่อการดูดซึมที่แตกต่างกันในส่วนกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นอย่างมาก หลังจากดูดซึมแล้วบางส่วนของยาจะเกิดเมตาบอลิซึม ค่า bioavailability (ค่าแสดงบริเวณยาที่มีสิ่งมีชีวิตสามารถนำไปใช้ได้จริง) ของยาในกลุ่มเตตราซัยคลินมีค่าค่อนข้างต่ำทั้งในปลาและกุ้งกุลาดำเมื่อเปรียบเทียบกับค่าที่มีรายงานในคน ดังนั้นการใช้ยากลุ่มเตตราซัยคลินต้องใช้บ่อยทำให้เสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลามาก
ผลของการใช้ยาที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
ยาอออกซีเตตราซัยคลินที่ผสมในอาหารไม่ว่าจะเป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป หรืออาหารสด พบว่า ประมาณ 20-30% ของยาที่ผสมในอาหารเท่านั้นที่สัตว์น้ำจะได้รับเข้าไป ส่วนที่เหลือของยาบางส่วนก็อาจละลายน้ำและรวมตัวกับสารต่างๆ รวมทั้งตะกอนดินในน้ำบริเวณที่มีการเลี้ยงปลา ซึ่งอาจมีผลต่อเชื้อแบคทีเรียที่มีอยู่ตามธรรมชาติในบริเวณดังกล่าว ซึ่งอาจทำให้เชื้อเหล่านี้ดื้อยาและได้มีการศึกษาผลของแสงที่มีต่อการสลายตัวของยา จากการศึกษาพบว่าทั้งอุณหภูมิและแสงสว่างมีผลต่อการสลายตัวของยาออกซีเตตราซัยคลินในน้ำทะเล


....กลุ่มยาซัลฟานิลาไมด์ (Sulfanilamides)....
คุณสมบัติ
ซัลฟาเป็นยาต้านจุลชีพกลุ่มแรกที่นำมาใช้ สารเคมีตัวแรกที่มีฤทธิ์คล้ายซัลฟา มีชื่อว่า พรอนโตซิลพบในปี พ.ศ.2478 ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีฤทธิ์ในการรักษาโรค แต่จะถูกเปลี่ยนแปลงในร่างกายเป็นซัลฟานิลามีดก่อน จึงเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการรักษาโดยทั่วไป ซัลฟานิลามีดเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูงและมีคุณสมบัติการกระจายตัวในเนื้อเยื่อต่างๆได้ไม่ดี จากการทดลองค้นคว้าหากมีการแทนที่ตำแหน่งของไฮโดรเจนในสูตรโครงสร้างด้วยอนุมูลที่เหมาะสม จะทำให้ได้สารตัวใหม่ที่มีคุณสมบัติในการละลายในไขมันและการกระจายตัวได้ดีขึ้น ลักษณะของยาซัลฟาเป็นผงสีขาวรสขม เมื่อถูกแสงแดดจะกลายเป็นสีดำ ไม่มีกลิ่น ทนทานต่อความร้อนได้ดี ยาซัลฟาที่ละลายน้ำได้ดีต้องเตรียมอยู่ในรูปของเกลือ
กลไกการออกฤทธิ์
ยาซัลฟาออกฤทธิ์กว้างต่อแบคทีเรียทั้งชนิดแกรมบวกและแกรมลบ โดยการยับยั้งการเจริญเติบโตและการขยายตัวของแบคทีเรีย (Bacterio static) โดยจะไปขัดขวางการสร้างเมทาบอไลท์ที่สำคัญของแบคทีเรีย โดยฤทธิ์ยาซัลฟาจะยังไม่เกิดในทันทีหลังรับยา การขยายตัวของแบคทีเรียยังคงเกิดขึ้นขณะหนึ่งก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ ยาซัลฟาจะออกฤทธิ์โดยจะไปแทนที่กรดพาราอะมิโนเบนโซอิค ในการรวมตัวกับเอนไซม์ไดไฮโดรโฟลิค ซินทีเทศ ที่จำเป็นต่อการสร้างกรดโฟลิคของแบคทีเรีย ผลก็คือจะทำให้การเจริญเติบโตของแบคทีเรียถูกยับยั้งและหยุดการเจริญเติบโต
กรณีที่สัตว์น้ำมีอาการป่วยอย่างเรื้อรังจะสังเกตได้ว่า การใช้ยาซัลฟารักษาจะไม่ค่อยได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากยาซัลฟาออกฤทธิ์เพียงไปยังยั้งการเจริญและขยายตัวของแบคทีเรียเท่านั้น ร่างกายสัตว์น้ำจำเป็นต้องมีกระบวนการกลืนทำลายเชื้อโรคอย่างมีประสิทธิภาพจึงจะทำให้ยาซัลฟาได้ผลสูงสุดในการรักษา ดังนั้น ยาซัลฟาจึงให้ผลรักษาไม่ดีในสัตว์น้ำที่มีการติดเชื้ออย่างเรื้อรัง จึงเหมาะสมที่ใช้ในการป้องกันและรักษาโรคในสัตว์น้ำในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีอาการเรื้อรัง
การใช้ยาซัลฟาในปัจจุบันมักแนะนำให้ใช้เป็น 2 กรณี คือ
1. ใช้ในการรักษาโรคติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร เช่น โรคลำไส้ โรคขี้ขาว โรคขี้ขาดตอน เพราะว่ายาซัลฟาบางชนิดดูดซึมได้ไม่ดีในระบบทางเดินอาหารของกุ้ง อัตรา 3-5 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม ให้ทุกมื้อนาน 5-7 วัน
2. ใช้ในการป้องกันโรคติดเชื้อแบคทีเรียในกุ้งอายุ 20, 40 และ 60 วัน อัตรา 1-2 กรัม/อาหาร 1 กิโลกรัม วันละ 3-4 มื้อ นาน 3 วัน
ยาซัลฟาที่นิยมใช้ในสัตว์น้ำ
1. ยาซัลฟาเมทธาซีน ( Sulfamethazine )
เป็นสารประกอบไพริมิดีน ( Pyrimidine Sulfonamide ) ผลิตและจำหน่ายในรูปเกลือโซเดียม
ออกฤทธิ์เร็ว ขับถ่ายออกทางไตค่อนข้างช้า
2. ซัลฟาไดอะซีน ( Sulfadiazine )
เป็นยากลุ่มซัลฟาตัวแรกที่นำมาใช้ในการรักษาโรค แต่การดูดซึมไม่ค่อยดี โดยตรวจพบยาใน
เลือดน้อยกว่ายาซัลฟาเมทธาซีน และซัลฟาเมอราซีนในขนาดเดียวกัน
3. ซัลฟาเมอราซีน ( Sulfamerazine )
เป็นสารประกอบ โมโนเมทธิลเลทไพริมิดีน มักใช้ร่วมกับยาซัลฟาอื่น ๆ ให้การดูดซึมและขับ
ถ่ายคล้ายกับยาซัลฟาเมอราซีน แต่ยานี้ใช้ไม่แพร่หลาย


....กากชา....
กากชาหรือเมล็ดกากชามีส่วนประกอบของสารที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำและสัตว์เลือดเย็นทั่วไป แต่เป็นพิษต่อปลามากกว่ากุ้งหลายเท่า สารพิษที่ได้จากกากชา คือ ซาโปนิน (Saponin) ซึ่งเป็นสารที่พบอยู่ในพืชประมาณ 400 ชนิด พบอยู่ทั่วไปในโลกโดยปริมาณของซาโปนินในพิษแต่ละชนิดจะมีมากน้อยไม่เท่ากัน ซาโปนินเป็นสารที่สลายตัวได้ง่าย โดยพิษจะหมดภายใน 7-15 วัน หลังจากถูกนำไปแช่ในน้ำ นอกจากนั้นยังเป็นสารแขวนลอยที่มีคุณสมบัติในการลดการตึงผิว เมื่อใส่ในน้ำแล้วคนแรงๆจะทำให้เกิดฟอง แต่เดิมนั้นมีการนำกากชามาใช้ประโยชน์ในการฆ่าปลาเท่านั้น แต่ปัจจุบันมีการนำกากชามาใช้ในการกำจัดโปรโตซัวโดยใช้กากชากระตุ้น ให้กุ้งเกิดความเครียดและลอกคราบ เมื่อกุ้งสลัดคราบเก่าทิ้ง โปรโตซัวที่เกาะอยู่ตามเปลือกกุ้งก็จะหลุดออกมาด้วย แต่การใช้กากชานั้นจะก่อให้เกิดผลข้างเคียงติดตามมาคือ ทำให้คุณภาพน้ำในบ่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเช่น ปริมาณอ๊อกซิเจนลดลง ค่าพีเอชต่ำลงทำให้กุ้งเครียดซึ่งถ้ากุ้งอยู่ในสภาพที่ยังไม่พร้อมที่จะลอกคราบก็อาจจะเป็นอันตรายต่อกุ้งได้
ข้อควรระวัง
1. ปริมาณการใช้กากชาขึ้นอยู่กับความเค็มของน้ำ ถ้าน้ำเค็มสูงกากชาจะออกฤทธิ์ดีขึ้น
2. โดยทั่วไปกากชาจะถูกนำมาใช้เพื่อการเตรียมน้ำ เตรียมบ่อก่อนที่จะปล่อยกุ้งลงเลี้ยงเท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้ในระหว่างการเลี้ยง
3. หากจำเป็นต้องใช้ไม่ควรใช้ในช่วงที่กุ้งเพิ่งลอกคราบเสร็จใหม่ๆ ควรใช้ในช่วงที่กุ้งแข็งแรงกินอาหารปกติหรือกำลังจะลอกคราบ
4. การใช้กากชาทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำลดลง ต้องเพิ่มอ๊อกซิเจนในบ่อ
5. กากชามีฤทธิ์เป็นกรดขณะใช้จะทำให้ค่าพีเอชของน้ำต่ำลง
6. ในการใช้กากชาควรมีน้ำสำรองในการเปลี่ยนถ่ายเนื่องจากคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงมากภายในบ่อ
อัตราการใช้
- ใช้ในการฆ่าปลาที่ความเค็ม 20 พีพีทีขึ้นไปใช้ในอัตราความเข้มข้น 10 พีพีเอ็ม หรือ 10-15 กก. ต่อพื้นที่ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร ที่ความเค็ม 0-10 พีพีที ใช้อัตราความเข้มข้น 25 พีพีเอ็ม หรือ 15-25 กก. ต่อพื้นที่ 1 ไร่ น้ำลึก 1 เมตร

               
« Last Edit: July 09, 2012, 21:05:36 by Katangtong »